แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พระล้านนาลำพูน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พระล้านนาลำพูน แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2563

ประวัติ ครูบาพรหมา วัดพระบาทตากผ้า และเหรียญ รุ่น 1 พระล้านนา

ประวัติ ครูบาพรหมา วัดพระบาทตากผ้า พระล้านนา
ครูบาพรหมา พรหมจักโก กำเนิด 30 สิงหาคม พศ. 2441 ที่บ้านป่าแพ่ง อ.ป่าซาง จ. ลำพูน
อุปสมบท ทีวัด ป่าเหียง ป่าซาง เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2461 สมณศักดิ์ สุดท้ายคือ พระสุพรหมยานเถร
มรณภาพเมื่อ 17 สค. 2527 รวมสิริอายุ 87 ปี 67 พรรษา
คุณความดีของท่าน บวช สามเณรได้ 15 ปี และอุสมบท เมื่อได้ 20 ปี เริ่มเข้าวิถีแห่งการปฎบัติธรรม อย่างเอาจริงเอาจัง ท่านได้ออกธุดงค์ไปตามป่าเขาต่างๆ ทั่วประเทศไทย พม่า ลาว กระทั่ง พศ..2491 ท่างได้จำพรรษา ณ วัดพระพุทธบาทตากผ้าป่าซาง และได้พัฒนาวัด จนมีชื่อเสียง เป็นสถานสถาน ที่มีความสำคัญแห่งหนึ่งในเมืองล้านนา ลำพูน ท่านได้รับความเลื่อมใสเป็นอย่างมากในจ .ลำพูน และได้สั่งสมบารมี คุณงามความดี แม้ท่านจะได้รับลาภสักระมาก แต่ก็ไม่ได้สะสมถือทรัพย์ ส่วนตนแม่แต่น้อย ในทางตรงกันข้ามลับมอบให้การสาธรณะการกุศล ทั้หมด

เหรียญครูบาพรหมจักร รุ่นแรก ปี2500 กะไหล่ทอง สถาพสวยๆแบบนี้แทบไม่มีลงหมุนเวียน
เหรียญรุ่นแรก ครูบาพรหมา (พรหมจักรโก) วัดพระพุทธบาทตากผ้า จ. ลำพูนจัดสร้างปี พ.ศ.2500 มีเฉพาะเนื้อฝาบาตรกะหลั่ยทอง


วันอังคารที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2563

ครูบาพรหมา พระล้านนาลำพูน


เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์แก่ผู้ได้สมาธิจิตกันทั่วไปว่า อัน "จิตหนึ่ง" ของหลวงปู่สิม พุทฺธาจาโรนั้น นอกจากจะมีพลานุภาพอันแรงกล้าอย่างมหาศาลแล้ว ก็ยังมีความเยือกเย็นอย่างยิ่งยวดแฝงอยู่ภายในอย่างท่วมท้นอีกด้วย

ความเย็นของจิตหลวงปู่สิมนั้น ช่างเย็นฉ่ำเสียยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด

เย็นจนไม่รู้จะเปรียบเทียบกับอะไรดี

เย็นเสียจนแม้ไฟที่กำลังร้อนๆ ตกลงมา ก็แทบจะถูกความเย็นของท่าน "แช่แข็งคาที่" จนกลายเป็นไฟเย็นก็เปรียบได้.!!!!

ก็ใครที่เคยอยู่ในเหตุการณ์ตอนที่หลวงปู่ท่านโดน "ใครบางคน" กล่าววาจาล่วงเกินกลางถ้ำผาปล่องต่อหน้าธารกำนัล อันมีคณะสงฆ์และอุบาสกอุบาสิกาจำนวนมากอย่างไม่ไว้หน้า แต่ท่านกลับ "สงบเย็น" อยู่ได้เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น พลางแก้สถานการณ์ด้วยความใจเย็นจนถึงที่สุด โดยไม่ปรากฏอาการของโทสะความโกรธให้พบเห็นเลยแม้แต่เพียงน้อยเดียว ก็จะ "รู้ดี" ถึงแก่นแกนใจว่า อันหลวงปู่สิมนั้น ท่าน "นิพพุติ" อย่างสิ้นเชิงถึงเพียงไหน..???

ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องจริงแท้แน่นอนที่สุด ที่ "พุทธวงศ์" อยู่และประสพอยู่ในเหตุการณ์มาด้วยตนเอง ทำให้ซาบซึ้งถึงใจอย่างที่สุดพลางอุทานขึ้นมาในใจว่า

"นี่แหละ ท่านผู้สิ้นตัณหาแล้ว ท่านผู้สิ้นความโกรธแล้ว ย่อมเป็นดังนี้นี่แล..!!!!"

หรือแม้แต่ขณะที่หลวงปู่สิมท่านนั่งประธานปรก "พระพุทธสุริโยทัยสิริกิติฑีฆายุมงคล" ในพระอุโบสถ วัดพระแก้วเมื่อปีพ.ศ. 2534 นั้น คุณนัดดา เศรษฐบุตร เพื่อนรุ่นพี่ ศิษย์สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช วัดบวรนิเวศวิหารก็ได้ไปร่วมพิธีด้วย จนเมื่อได้กราบหลวงปู่สิมที่ธรรมาสน์ปรกเอก ก็มีเหตุให้สัมผัสได้ถึงความเย็นที่ยิ่งใหญ่ของหลวงปู่สิม ที่แผ่ซ่านออกมาจนถึงกับต้องร้องออกมาในทันทีทีเดียวว่า

"โอ้..เต็มๆ เลย เย็นไปหมดเลย..!!!???"

ก็เพราะความที่หลวงปู่ท่านเย็นสนิท เพราะดับไฟคือราคะ โทสะ โมหะออกจากจิตได้หมดสิ้นดังนี้  บางท่านถึงขนานนามให้ท่านด้วยสมัญญาพิเศษ ด้วยความเลื่อมใสเอาเสียทีเดียวว่า

"พระน้ำแข็ง.!!??!!"

ซึ่งเรื่อง "พระน้ำแข็ง" นี้  "พุทธวงศ์" ไม่เคยนำไปเล่าให้หลวงปู่สิมฟังเลยแม้เพียงครั้งเดียว

เพราะอยู่กับ "พระอริยเจ้าชั้นสูง" ขนาดนี้  การจะพูดจะคิดจะทำอะไร  ก็ต้องพิจารณาให้รอบคอบระแวดระวังไปทุกกระดิกที่สุด เพื่อมิให้เกิดเป็นบาปเป็นกรรมในทุกแง่มุมก่อนเสมอ

ก็การอยู่กับพระอริยเจ้านั้น "บุญ" แม้มีมาก แต่ "บาป" ก็จะมากตามไปด้วย (หากทำ, พูด, คิด ผิด)เช่นกัน

และเหตุที่หลวงปู่สิมท่านมีความเป็น "ผู้ดี" (มารยาทแบบกษัตริย์อย่างพระพุทธเจ้า-สำนวนเจ้าคุณนรรัตน์ฯ) ในเนื้อหาถึงขนาดนั้น  อีกสิ่งที่คนวงในจะเกรงกลัวกันมากก็คือ หากทำผิดท่าผิดทางแล้ว ก็อาจจะถูกหลวงปู่ท่านมองด้วยหางตาพลาง "ย้อน" กลับมาเพียงคำครึ่งคำแบบ "เชือดนิ่มๆ" (แต่กรีดลึกอย่างสุดๆ) ตามสไตล์ผู้ดีของท่าน ก็มีสิทธิ์ที่จะ "เสียศูนย์" บาดเจ็บสาหัสเจียนตายแทบจะดับดิ้นสิ้นชีวิตเอาได้ง่ายๆ..!!!!

ไม่รู้เหมือนกันว่า คนสมัยนี้จะมีวาสนาได้สัมผัสหรือเข้าใจใน "สภาวะอารมณ์เบื้องสูง" แบบ "ผู้ดีๆ" นี้บ้างหรือไม่..????

บอกได้แต่เพียงว่า  ยามใดที่ "พุทธวงศ์" เข้าไปกราบไหว้หลวงปู่สิมนั้น ก็ต้องทำบีบต้วตนกายใจให้เล็กลีบต่ำเตี้ยติดดิน เรียบร้อยมากที่สุด ไม่ต่างอะไรกับการ "เข้าเจ้าเข้านาย" เลยแม้แต่เพียงน้อยเดียว

แต่แล้วอยู่มาวันหนึ่ง ขณะที่ "พุทธวงศ์" กำลังนั่งอยู่ต่อหน้าหลวงปู่สิมที่บ้านกรุงเทพภาวนาอยู่นั่นเอง  เหมือนหลวงปู่สิมท่านจะ "สแกน(พฤติ)กรรม" ของ "พุทธวงศ์" จนล่วงรู้ที่มาที่ไปจนหมดสิ้น ว่าไปพูดไปคิด ไปทำ ไปฟัง อะไรที่ไหนกับใครมา  หลวงปู่ท่านจึงได้ "ย้อนศร" เปรี้ยงออกมาแบบ ชนิดไม่มีมโหรีปี่กลองมโหระทึกสังข์แตรดุริยางค์โหมโรงประโคมให้รู้เนื้อรู้ตัวก่อนเลยแม้แต่เพียงนิด ทำเอา "พุทธวงศ์" แทบจะผงะหงายหลังออกมาไม่ทันเลยทีเดียวว่า

"ครูบาพรหมจักรน่ะ เย็นยิ่งกว่าน้ำแข็งอีกน๊ะ..!!!???!!!"

เมื่อได้ฟัง "พุทธวงศ์" ก็แทบสะดุ้งเฮือก..!!!!!

"โดน" เข้าให้แล้ว....

"เต็มๆ จะๆ" เลย.......

หลวงปู่รู้เรื่อง "น้ำแข็ง" ได้อย่างไร..????

ภาพไฟที่โชนไหม้เมรุและสรีระของครูบาพรหมจักร วันพระราชทานเพลิง อันได้ก่อตัวเป็นรูป "พระนั่งสมาธิกลางกองกูณฑ์" อย่างน่าตื่นใจยิ่งนี้ ซึ่ง "พุทธวงศ์" ถ่ายไว้ได้ด้วยตนเอง (ก่อนขึ้นไปถ่ายรูปพระธาตุ 4 ครูบา ซึ่งได้นำมาเป็นแบบต้นร่างของ "พระสุธรรมเจดีย์" ในกาลต่อมา) ก็เพิ่งจะนำมาเปิดเผยแสดงเป็นการสาธารณะให้โอกาสนี้อีกเช่นเดียวกัน

หมายเหตุ : เรื่อง "เย็นกว่าน้ำแข็ง" ที่แม้จะเป็นเรื่องประสบการณ์อภินิหารแห่งอภิญญาญาณของหลวงปู่สิม พุทฺธาจาโรเกือบตลอด แต่ก็เกี่ยวเนื่องเป็นเชิงยกย่อง ในอัจฉริยคุณอันยอดเยี่ยม ของครูบาพรหมจักร ที่หลวงปู่สิมท่านพูดกับปากของท่านเองดังนี้  เป็นเรื่องที่ "พุทธวงศ์" ไม่เคยเปิดเผยในสื่อที่ไหนมาก่อน

คงเก็บงำเงียบๆ มาเนิ่นนานถึงกว่า 17 ปีเต็มๆ

เพิ่งจะนำมาแสดงเป็นวาระแรกสุดให้ปรากฏต่างเครื่องสักการบูชาไหว้สาถวายแด่ "หลวงพ่อพระพุทธบาทตากผ้า" เนื่องในวันคล้ายวันมรณภาพของ (17 สิงหาคม) นี้เป็นกรณีพิเศษโดยเฉพาะเท่านั้น

ขออำนาจแห่งคุณพระศรีรัตนตรัย อันมีพระพุทธ พระธรรม พระอริยสงฆ์เป็นที่ตั้ง จงดลบันดาลให้ชื่อเสียงเกียรติคุณและคุณธรรมสัมมาปฏิบัติอันไม่มีใดเทียบได้ของพระสุพรหมยานเถร (พรหมา พรหมจักโก) วัดพระพุทธบาทตากผ้า ต.มะกอก อ.ป่าซาง จ.ลำพูน จงบันลือลั่นภิญโญยิ่งๆ ขึ้นไปตามกาลเวลาที่ผ่านพ้น และสถิตสถาพรอยู่คู่กับแผ่นดินแผ่นฟ้า เป็นมหาสิริมงคลอันยิ่งแก่ชาติบ้านเมืองและโลกทั้งสิ้นสืบต่อไปมิรู้สิ้นสูญเที่ยงแท้ด้วยเทอญฯ

จดหมายเหตุ ครูบาพรหมจักร วัดพระพุทธบาทตากผ้า
จากเวบ phuttawong.net >> จดหมายเหตุพุทธวงศ์ 
โพสท์โดย เนาวสถิตย์ เมื่อ: 17 สิงหาคม 2552 

วันพุธที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2563

พระล้านนา เหรียญของครูบาดวงดี วัดบ้านฟ่อน รุ่น 3

เหรียญของครูบาดวงดี วัดบ้านฟ่อน นี้ถือว่าเป็นเหรียญที่งดงามอีกเหรียญ 1 ของครูบา ด่านหน้าเป็น รูปเหมือนครูบาครึ่งองค์ ด้านหลังเป็นพระพิศฆเนศ เป็นเหรียญที่มีประสบการณ์มากในด้านโชคลาภเงินทอง ของครูบาดวงดี 
ลายละเอียดการสร้างเหรียญรุ่น 3 ครูบาดวงดี วัดบ้านฟ่อน



เหรียญรุ่น ๓ ครูบาดวงดี วัดบ้านฟ่อน
เนื้อนวโลหะ ตอก ๒ โค้ด หมายเลข ๘
ประวัติการสร้าง
เหรียญรุ่น ๓ ครูบาดวงดี วัดบ้านฟ่อน
สร้าง พ.ศ.๒๕๔๙
ลักษณะด้านหน้าเป็นรูปหน้าหลวงปู่ ด้านหลังเป็นรูปพระพิฆเนศวร
เพื่อป้องกันเสนียดจัญไร และ สามารถใช้อธิษฐานขอ เพื่อให้สมปรารถนาในทุกเรื่อง
การปลุกเสกเหรียญรุ่น ๓
มีการจัดพิธีอย่างยิ่งใหญ่ และหลวงปู่ยังให้มีการตั้งขันหลวงเพื่อบูชาครู ในพิธีการปลุกเสกเหรียญ (เป็นครั้งแรกและครั้งเดียวที่มีการตั้งขั้นหลวง) โดยหลวงปู่ปลุกเสกเดี่ยวแบบโบราณ นั่งทับข่มอาวุธ ปืน มีด ดาบ ขวาน อื่นๆ
จำนวนสร้าง
เนื้อทองแดง 3000 เหรียญ
เนื้อนวะโลหะ 108 เหรียญ
เนื้อเงิน 91 เหรียญ
เนื้อตะกั่ว 59 เหรียญ
ลองพิมพ์พิเศษหน้าหลัง เนื้อทองเหลือง 2 เหรียญลองพิมพ์พิเศษหน้าหลัง เนื้อตะกั่ว 2 เหรียญ


วันอาทิตย์ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2563

พระล้านนาลำพูน วัตถุมงคล ของครูบาเจ้าศรีวิชัย 2482

พระล้านนาลำพูน วัตถุมงคล ของครูบาเจ้าศรีวิชัย 2482 วัตถุมงคลของครูบาศรีวิชัยมีมากมายทั้งเมื่อยังมีชีวิตและหลังจากมรณภาพไปแล้ว สำหรับรุ่นที่เป็นที่นิยมเล่นหากันมากในหมู่นักนิยมสะสมเหรียญคณาจารย์คือ เหรียญครูบาเจ้าศรีวิชัย ปี 2482 นับเป็นเหรียญที่ได้รับความนิยมสูงสุด ทางวัดราชบพิตรได้ให้ร้านอัมราภรณ์แกะบล็อก และเข้าพิธีพุทธาภิเษกพร้อมกับวัตถุมงคลของสมเด็จพระสังฆราชเจ้า พระเจ้าวรวงศ์เธอกรมหลวงชินวรสิริวัฒน์  เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม พ.ศ.2481 แบ่งออกเป็น 2 แบบ
เหรียญลงยา สำหรับแจกกรรมการ ทำเป็นพุ่มข้าวบิณฑ์ ปัจจุบันราคาอยู่หลักล้าน  เหรียญรูปไข่ จะมี สองชาย และ สามชาย โดยพิมพ์สามชายได้รับความนิยมกว่าพิมพ์สองชาย พิมพ์สองชาย ให้ดูที่ข้อมือซ้ายจะมีขีดคล้ายชายจีวร 2 เส้น หากใช้กล้องส่องอาจเห็นเส้นวิ่งกึ่งกลางเป็นติ่งยื่นลงมาระหว่างเส้นชายทั้งสองนิดเดียว ฝีมือช่างเดียวกัน มักพบเป็นเนื้อทองเหลืองด้วย พิมพ์สองชายราคาหลักแสนขึ้น พิมพ์สามชาย ที่ข้อมือซ้ายจะมีขีดคล้ายชายจีวร 3 เส้น และยังแบ่งย่อยออกเป็น



สามชาย อักษรมน นับเป็นพิมพ์หนึ่ง (บ้างเรียกก้นอักษรมน) ให้ดูที่ สระอู กับ ตัว ช จะไม่มีเหลี่ยม  ด้านหน้าเป็นแอ่งท้องกระทะ  ด้านหลังเรียบไม่แอ่น และเห็นขอบเส้นแผ่วๆ วิ่งรอบเหรียญ ถือว่าลึกที่สุดในสี่พิมพ์ ขอบตัดด้วยเครื่องไม่มีรอยตะไบ ห่วงเชื่อม เส้นพระเกศา พื้นไม่เรียบ เหนือกลางคิ้วขวามีไฝเม็ดซึ่งปรากฏทุกพิมพ์ ใบหน้าท่านตอบซูบเห็นเป็นเนื้อ  ทุกพิมพ์ครองจีวรแบบห่มคลุม มีผ้าเล็กคลุมอีกชั้นกันหนาว เนื้อโลหะเป็นทองแดง อาจพบเนื้อทองเหลืองผสมบ้าง เรียกทองฝาบาตร (พบเหรียญเงินจำนวนไม่มากนัก)

สามชาย อักษรสลับ เป็นพิมพ์สอง ฝีมือช่างเดียวกันกับพิมพ์หนึ่ง สระอูทำเป็นตัวมน ส่วน ตัว ช กลับเป็นฐานเหลี่ยม นอกนั้นคล้ายพิมพ์หนึ่งมาก ท้องอ่างเป็นแอ่งกระทะไม่ลึกเท่าพิมพ์หนึ่ง เนื้อโลหะคล้ายคลึงกัน ไมค่อยพบเนื้อเงิน เนื้อเงินสภาพดีดีหลักแสนกลาง เนื้อทองแดงหลักแสนขึ้น สามชาย อักษรเหลี่ยม พิมพ์ที่สาม (บ้างเรียกก้นอักษรเหลี่ยม) สระอู กับ ตัว ช เป็นเหลี่ยมไม่กลมโดยเฉพาะที่ฐานตัวอักษรเป็นมุมแหลมค่อนข้างชัดเจน ราคาหลักแสนขึ้น

หมายเหตุ : ขอบคุณภาพพระ ของ ดร. สุกิจ พูนศรีเกษม https://www.facebook.com/447101282711213/posts/548042975950376/

วันเสาร์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2563

ครูบาสุรินทร์ วัดศรีเตี้ย พระล้านนาลำพูน

ข้อมูลประวัติ ครูบาสุรินทร์ วัดศรีเตี้ย พระล้านนาลำพูน

          แต่เดิมเมื่อครูบาท่านยังเป็นฆราวาส ชื่อ ด.ช. สุจา เสมอใจ เป็นคนที่มีความจำเป็นเลิศ เริ่มเป็นเด็กวัดเมื่ออายุ 9 ขวบ สามารถอ่านพระคำภีร์ ต่างๆ ได้ดีเมื่ออายุ 13 ปี 

          เมื่อครั้งท่านเป็นพระ  มีนามว่า ภิกษุสุรินท์ สุรินโท กัลยาณมิตรของท่านได้แก่ พระปันแก้ว รตนปญโญ (ครูบา ปันแก้ว วัดดอยหลังถ้ำ) พระพรหมมา พรหมจกโก (ครูบา พรหมจักร) พระกาวิชัย วิชิตโฏ (ครูบาวิชัย วัดวังสะแกง)  พระคำ คนธิโย  (ครูบากันธิยะ วัดบ้านดงหลวง)  พระอุ่นเรือนสิริวิชโย  (ครูบาอุ่นเรือน วัดสันเจดีย์ริมปิง) 

          เมื่อ พ.ศ. 2481 ท่านอายุ 40 ปี 19พรรษาได้รับแต่งตั้งเป็น พระอธิการสุรินทร์สุรินโท ดำรงค์ตำแหน่ง  เจ้าอาวาสวัดศรีเตี้ยและเมื่อวันที่ 15ธ.ค.2521ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็น  พระครูวิมลศีลาภรณ์ขณะที่ อายุได้ 8 0ปี 59 พรรษา

 เหรียญครูบาสุรินทร์ สุรินโท วัดศรีเตี้ย รุ่นแรก ปี21 อ.บ้านโฮ่ง พระล้านนาลำพูน
พระเกจิผู้เรืองเวทย์ ที่โด่งดังเลื่องลือ ด้าน น้ำมันมนต์ อันลือลั่น
แห่งแดนล้านนา เหรียญหลวงปู่ครูบาสุรินทร์ สุรินโท วัดหลวงศรีเตี้ย ลำพูน เป็นเหรียญรุ่นแรก สร้างปี 2521 สภาพสวย มีรูปลงในหนังสือ เหรียญ 24 อำเภอ เล่ม 2 อนาคตแรง







วันศุกร์ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2563

ประวัติ ครูบาขาวปี ตนบุญแห่งล้านนา ศิษย์ครูบาศรีวิชัย

ประวัติ ครูบาขาวปี ตนบุญแห่งล้านนา ศิษย์ครูบาศรีวิชัย


ครูบาอภิชัยขาวปี”เดิมชื่อ จำปี กำเนิดที่บ้านแม่ตืน อ.ลี้ เมื่ออายุ 16 ปี มารดาได้นำไปฝากเป็นลูกศิษย์ของครูบาเจ้าศรีวิชัย ซึ่งครูบาเจ้าศรีวิชัย ได้ทำการบรรพชาให้เป็นสามเณร จนอายุครบ 22 ปี ก็ได้ทำการอุปสมบทให้เป็นพระภิกษุ จากนั้นได้ปฏิบัติธรรมตามแนวทางของพระครูบาศรีวิชัย ผู้เป็นพระอาจารย์เมื่อถึงพรรษาที่ 13 ได้ถูกกลั่นแกล้ง และถูกจับดำ เนินคดีในข้อหาหลบเลี่ยงการเกณฑ์ทหาร จนต้องถูกบังคับให้สึก และครองผ้าขาวเป็นครั้งแรก ในขณะที่ถูกคุมขังอยู่นั้น ก็ได้คิดริเริ่มสร้างโรงพยาบาลลำพูนจนแล้วเสร็จ

เมื่อถูกปล่อยตัวออกมาแล้ว ครูบาเจ้าศรีวิชัย ได้ทำการอุปสมบทให้เป็นครั้งที่ 2 เมื่อบวชแล้วก็ได้กราบลาพระอุปัชฌาย์ไปบูรณะวัดวาอารามต่างๆ ต่อมา ได้ถูกกลั่นแกล้งกล่าวหาว่าเรี่ยไรเงินสร้างโบสถ์ จนต้องนุ่งผ้าขาวอีกเป็นครั้งที่ 2

ทั้งนี้ ครูบาอภิชัยขาวปี ได้ไปบูรณะวัดพระพุทธบาทผาหนาม อ.ลี้ จ.ลำพูน และได้จำพรรษาอยู่ที่นั่นมาโดยตลอด ขณะเดียวกัน ก็ได้เป็นประธานในการบูรณะวัดวาอาราม สร้างโรงเรียน และโรงพยาบาลอีกหลายแห่ง เช่น โรงเรียนบ้านสามหลัง (อภิชัยบูรณะ) อ.ดอยหล่อ จ.เชียงใหม่

ในปี 2514 คณะศรัทธาวัดสันทุ่งแฮ่ม จ.ลำปาง ได้มานิมนต์ท่านไปนั่งเป็นประธานในการก่อสร้างวัด จนแล้วเสร็จ ต่อมา คณะศรัทธาวัดต้นธงชัย จ.สุโขทัย มานิมนต์เพื่อขอความเมตตาไปเป็นประธานในการสร้างพระวิหาร โดยท่านเดินทางไปเมื่อวันที่ 2 มี.ค.2520 แต่เมื่อไปถึงวัดท่าต้นธงชัย ได้เพียงวันเดียว ท่านก็ได้มรณภาพในวันที่ 3 มี.ค.2520 โดยอาการสงบ

พระรอดล้านนา พระรอดวัดพระสิงห์ เชียงใหม่ ความงามที่ควรค่าแก่การสะสม

พระรอดวัดพระสิงห์ เชียงใหม่ ความงามที่ควรค่าแก่การสะสม



พระรอด 1 ในพิมพ์ ที่หายาก นี้คือ พระรอดพระสิงห์ พิมพ์โพธิ์ซ้อน ที่กระผมสะสมอยู่ครับ
พระรอดเป็นพระเครื่องเนื้อดินผสมว่าน ฝีมือช่างหริภุญชัย ในแบบศิลปะลพบุรียุคต้นที่งดงาม และอลังการ เนื้อพระมีความละเอียด และหนึกนุ่ม บางองค์ใกล้เคียงกับเนื้อพระทุ่งเศรษฐีมาก มีด้วยกัน 4 สี คือ สีขาว สีเหลื

พระรอด วัดพระสิงห์ เชียงใหม่" ที่สร้างเมื่อปีพ.ศ.2496 ซึ่งเป็นพระที่มีพุทธคุณใกล้เคียงกับของเดิมมากที่สุด เซียนพระหลายท่านยืนยันว่า พระรอดวัดพระสิงห์ เชียงใหม่ บูชาได้ดีไม่แพ้พระรอดอายุพันกว่าปีของลำพูน พระชุดนี้สร้างขึ้นมาเพื่อเป็นอนุสรณ์ในการสร้างพุทธสถานเชียงใหม่ ซึ่งได้กระทำพิธีวางศิลาฤกษ์ เมื่อวันที่ 28 พ.ค.2496 เวลา 11.45 น. และในเดือนเดียวกันนั้นเอง ตรงกับวันขึ้น 10 ค่ำ เดือน 7 ปีมะเส็ง จัตวาศก จุลศักราช 1315 เริ่มพิธี 9 นาฬิกา 21 นาที 41 วินาที และเริ่มจุดเทียนชัยเวลา 19.20 น. โดยมี พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ เป็นประธานประกอบพิธีมหามงคล พระรอดชุดนี้สร้างจำนวน 84,000 องค์ เพื่อนำรายได้สมทบทุนสร้างพุทธสถานเชียงใหม่

วัสดุในการสร้างใช้ดินบริเวณทิศเหนือของวัดพระคง จังหวัดลำพูน ซึ่งเชื่อกันว่าพระรอดมหาวันในสมัยจามเทวีวงศ์ก็ใช้ดินบริเวณนี้สร้าง จึงทำพิธีตั้งศาลเพียงตาอาราธนาขอจากพระพุทธรูปและอารักษ์ที่รักษาดินแดนแห่งนั้น จากนั้นขุดลงไปเพียง 3 ศอกก็พบดินขวยปูตามที่ต้องการ ลักษณะดินละเอียดเหนียว เมื่อนำมา สร้างพระแล้วแกร่งและสวยงามมาก เมื่อได้ดินที่ต้องการแล้วก็ให้อาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิละลายดินด้วยน้ำพระพุทธมนต์ แล้วนำมากรองด้วยผ้าขาว เก็บผงดินที่ละเอียดเหมือนแป้งมาผสมกับผงพระธาตุ ผงพระเปิม ผงพระเลี่ยง ผงพระคง ผงพระรอด ผงสมเด็จบางขุนพรหม ผงตรีนิสิงเห ผงปถมัง ผงพุทธคุณ และผงอิทธิเจของพระเกจิอาจารย์รุ่นเก่า เช่น หลวงปุ่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า เมื่อผสมจนเข้าเนื้อเดียวกันแล้วก็ปั้นเป็นก้อนกลม ขนาดเท่าผลส้ม ส่งลงมากรุงเทพฯ ให้ อ.ฉลอง เมืองแก้ว (อาจารย์ขมังเวท) เป็นผู้ทำพิธีใส่ธาตุ แล้วนำกลับสู่เมืองลำพูน เพื่อให้ช่างพิมพ์องค์พระออกมาซึ่งมีทั้งหมด 11 พิมพ์

เมื่อถึงเวลาฤกษ์ พระมหาราชครูวามมุนี กับท่านพราหมณ์พระครูศิวาจารย์แห่งกรุงเทพฯ เป็นประธานฝ่ายพราหมณ์ มหาปัญจพิธีโอมอ่านศิวเวทอัญเชิญท้าวเทพยดาทั้งหลายที่สิงสถิตในแผ่นดินล้านนา อัญเชิญพระวิญญาณเจ้าแม่จามเทวีและกษัตริย์ทุกพระองค์ เมื่อจุดเทียนชัยพระมหาราชครูอ่านโองการชุมนุมเทวดา เสร็จแล้วพราหมณ์เป่าสังข์ จบแล้วคณาจารย์ทั้งหมดนั่งปรกบริกรรมปลุกเสกเป็นเวลา 3 วัน 3 คืน
องค์ สีแดง และเขียว ซึ่งมีมูลค่าสูงเป็นหลักแสน และทะลุล้านในองค์ที่สวยแชมป์

คณาจารย์ที่ร่วมในพิธีก็ล้วนแล้วแต่เป็นที่เคารพนับถือของประชาชน เช่น เจ้าคุณพระศรีสมโพธิ วัดสุทัศน์, เจ้าคุณพระศรีสุวรรณวิสุทธิ์ เจ้าคณะจังหวัดลำปาง, หลวงปู่นาค วัดระฆังฯ, หลวงพ่อสด วัดปากน้ำ, หลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม, ครูบาวัง วัดบ้านเด่น, พระครูอาคมสุนทร วัดสุทัศน์, หลวงพ่อเปลี่ยน วัดใต้, หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี, หลวงพ่อภักตร์ วัดบึงทองหลาง, หลวงพ่อทบ วัดเขาชนแดน, หลวงพ่อแฉ่ง วัดบางพัง, หลวงพ่อนอ วัดกลางท่าเรือ, หลวงพ่อรุ่ง วัดท่ากระบือ, หลวงปู่เผือก วัดกิ่งแก้ว, หลวงพ่อสำเนียง วัดเวฬุวัน เป็นต้นฃ




ในขณะที่ทำพิธีบวงสรวงเจ้าแม่จามเทวีมีฝูงผีเสื้อเป็นจำนวนมากบินมาอยู่เหนือเครื่องสังเวย แล้วกระจายบินหายไป คืนที่กระทำพิธีฟ้าคะนองตลอด เกิดแสงแปลบปลาบทั่วท้องฟ้า อากาศเยือกเย็นผิดจากวันอื่นๆ ส่วนคณาจารย์ทั้งหลายต่างเกิดนิมิตเป็นมงคลต่างๆ กัน ถือเป็นเหตุการณ์ที่น่าอัศจรรย์ยิ่ง


บรรยากาศช่วงโควิด 19 บุก วงการพระซบเซา

บรรยากาศช่วงโควิด 19 บุก วงการพระซบเซา

ผลกระทบเต็มเนื่องจากมีนโยบายให้ปิด สนามพระ ชมรมพระ เพื่อลดความเสี่ยงเกี่ยงกับการแพร่เชื้อโควิด และการร่วมกลุ่มอันก่อนให้เกิด social distancing เหงาเลยสิครับ เก็บตัวอยู่กับบ้าน เงินก็ต้องสำรองเพื่อซื้อกับข้าวกับปลา ยันปิดไปถึงร้านตัดผม ได้ไว้ยาวกันล่ะทีนี้ ครั้นให้เมียตัดให้ก็เบี้ยวๆบูดๆ เวรกรรมแท้ๆ

แต่พระเครื่องล้านนาเรายังคงออกโชว์ตามเฟส ตามเฟจต่างให้พอได้หายคิดถึงกันอยู่แต่จะปล่อยจะเช้าหากันยากอยู่เพราะต่างคนต่างระวังตัว รัดเข็มคัด

ยังไงก็ขอให้ผ่านพ้นไปได้กับช่วงนี้นะครับ เราจะสู้ไปด้วยกัน ขอส่งแรงใจและกล่วงคำว่าโชคดีกันทุกคนขอให้สุขภาพ แข็งแรงห่างไกลจากโควิด 19 ที่มาพร้อมกับเงิน หวิดๆ กันด้วยนะครับ แล้วพบกันครับ

พระล้านนาลำพูน

พระล้านนาลำพูน 

ขอไหว้สา พี่น้องอาวอา ทั้งหลาย ขออาราธานา คุณครูบาอาจารย์ เจ้า ครูครูบาเจ้าศรีวิชัย คุณหลวงปู่แหวน ที่ข้าพเจ้าได้เคารพนับถือ หื้อช่วยข้าพเจ้า ได้บรรลุเป้าหมายที่ข้าพเจ้าได้ตั้งจิตทำในครั้งนี้....

ขอหื้อคุณความดีที่ข้าพเจ้าได้ทำมาจงส่งผลโดยเร็วเพื่อประโยชน์แก่กู้ผู้กู้คน 

สวัสดี อีกครั้ง และขอตอนรับ สู่ความรู้ต่างๆ ประวัติ การสังเกต องค์ความรู้ต่างๆ จากผู้รู้ทั่วล้านนา รวมถึงข้าพเจ้าเอง ขอให้ผู้อ่านได้ประโยชน์อย่างยิ่งใหญ่ สาธุครับ