วันอังคารที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2563

ครูบาพรหมา พระล้านนาลำพูน


เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์แก่ผู้ได้สมาธิจิตกันทั่วไปว่า อัน "จิตหนึ่ง" ของหลวงปู่สิม พุทฺธาจาโรนั้น นอกจากจะมีพลานุภาพอันแรงกล้าอย่างมหาศาลแล้ว ก็ยังมีความเยือกเย็นอย่างยิ่งยวดแฝงอยู่ภายในอย่างท่วมท้นอีกด้วย

ความเย็นของจิตหลวงปู่สิมนั้น ช่างเย็นฉ่ำเสียยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด

เย็นจนไม่รู้จะเปรียบเทียบกับอะไรดี

เย็นเสียจนแม้ไฟที่กำลังร้อนๆ ตกลงมา ก็แทบจะถูกความเย็นของท่าน "แช่แข็งคาที่" จนกลายเป็นไฟเย็นก็เปรียบได้.!!!!

ก็ใครที่เคยอยู่ในเหตุการณ์ตอนที่หลวงปู่ท่านโดน "ใครบางคน" กล่าววาจาล่วงเกินกลางถ้ำผาปล่องต่อหน้าธารกำนัล อันมีคณะสงฆ์และอุบาสกอุบาสิกาจำนวนมากอย่างไม่ไว้หน้า แต่ท่านกลับ "สงบเย็น" อยู่ได้เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น พลางแก้สถานการณ์ด้วยความใจเย็นจนถึงที่สุด โดยไม่ปรากฏอาการของโทสะความโกรธให้พบเห็นเลยแม้แต่เพียงน้อยเดียว ก็จะ "รู้ดี" ถึงแก่นแกนใจว่า อันหลวงปู่สิมนั้น ท่าน "นิพพุติ" อย่างสิ้นเชิงถึงเพียงไหน..???

ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องจริงแท้แน่นอนที่สุด ที่ "พุทธวงศ์" อยู่และประสพอยู่ในเหตุการณ์มาด้วยตนเอง ทำให้ซาบซึ้งถึงใจอย่างที่สุดพลางอุทานขึ้นมาในใจว่า

"นี่แหละ ท่านผู้สิ้นตัณหาแล้ว ท่านผู้สิ้นความโกรธแล้ว ย่อมเป็นดังนี้นี่แล..!!!!"

หรือแม้แต่ขณะที่หลวงปู่สิมท่านนั่งประธานปรก "พระพุทธสุริโยทัยสิริกิติฑีฆายุมงคล" ในพระอุโบสถ วัดพระแก้วเมื่อปีพ.ศ. 2534 นั้น คุณนัดดา เศรษฐบุตร เพื่อนรุ่นพี่ ศิษย์สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช วัดบวรนิเวศวิหารก็ได้ไปร่วมพิธีด้วย จนเมื่อได้กราบหลวงปู่สิมที่ธรรมาสน์ปรกเอก ก็มีเหตุให้สัมผัสได้ถึงความเย็นที่ยิ่งใหญ่ของหลวงปู่สิม ที่แผ่ซ่านออกมาจนถึงกับต้องร้องออกมาในทันทีทีเดียวว่า

"โอ้..เต็มๆ เลย เย็นไปหมดเลย..!!!???"

ก็เพราะความที่หลวงปู่ท่านเย็นสนิท เพราะดับไฟคือราคะ โทสะ โมหะออกจากจิตได้หมดสิ้นดังนี้  บางท่านถึงขนานนามให้ท่านด้วยสมัญญาพิเศษ ด้วยความเลื่อมใสเอาเสียทีเดียวว่า

"พระน้ำแข็ง.!!??!!"

ซึ่งเรื่อง "พระน้ำแข็ง" นี้  "พุทธวงศ์" ไม่เคยนำไปเล่าให้หลวงปู่สิมฟังเลยแม้เพียงครั้งเดียว

เพราะอยู่กับ "พระอริยเจ้าชั้นสูง" ขนาดนี้  การจะพูดจะคิดจะทำอะไร  ก็ต้องพิจารณาให้รอบคอบระแวดระวังไปทุกกระดิกที่สุด เพื่อมิให้เกิดเป็นบาปเป็นกรรมในทุกแง่มุมก่อนเสมอ

ก็การอยู่กับพระอริยเจ้านั้น "บุญ" แม้มีมาก แต่ "บาป" ก็จะมากตามไปด้วย (หากทำ, พูด, คิด ผิด)เช่นกัน

และเหตุที่หลวงปู่สิมท่านมีความเป็น "ผู้ดี" (มารยาทแบบกษัตริย์อย่างพระพุทธเจ้า-สำนวนเจ้าคุณนรรัตน์ฯ) ในเนื้อหาถึงขนาดนั้น  อีกสิ่งที่คนวงในจะเกรงกลัวกันมากก็คือ หากทำผิดท่าผิดทางแล้ว ก็อาจจะถูกหลวงปู่ท่านมองด้วยหางตาพลาง "ย้อน" กลับมาเพียงคำครึ่งคำแบบ "เชือดนิ่มๆ" (แต่กรีดลึกอย่างสุดๆ) ตามสไตล์ผู้ดีของท่าน ก็มีสิทธิ์ที่จะ "เสียศูนย์" บาดเจ็บสาหัสเจียนตายแทบจะดับดิ้นสิ้นชีวิตเอาได้ง่ายๆ..!!!!

ไม่รู้เหมือนกันว่า คนสมัยนี้จะมีวาสนาได้สัมผัสหรือเข้าใจใน "สภาวะอารมณ์เบื้องสูง" แบบ "ผู้ดีๆ" นี้บ้างหรือไม่..????

บอกได้แต่เพียงว่า  ยามใดที่ "พุทธวงศ์" เข้าไปกราบไหว้หลวงปู่สิมนั้น ก็ต้องทำบีบต้วตนกายใจให้เล็กลีบต่ำเตี้ยติดดิน เรียบร้อยมากที่สุด ไม่ต่างอะไรกับการ "เข้าเจ้าเข้านาย" เลยแม้แต่เพียงน้อยเดียว

แต่แล้วอยู่มาวันหนึ่ง ขณะที่ "พุทธวงศ์" กำลังนั่งอยู่ต่อหน้าหลวงปู่สิมที่บ้านกรุงเทพภาวนาอยู่นั่นเอง  เหมือนหลวงปู่สิมท่านจะ "สแกน(พฤติ)กรรม" ของ "พุทธวงศ์" จนล่วงรู้ที่มาที่ไปจนหมดสิ้น ว่าไปพูดไปคิด ไปทำ ไปฟัง อะไรที่ไหนกับใครมา  หลวงปู่ท่านจึงได้ "ย้อนศร" เปรี้ยงออกมาแบบ ชนิดไม่มีมโหรีปี่กลองมโหระทึกสังข์แตรดุริยางค์โหมโรงประโคมให้รู้เนื้อรู้ตัวก่อนเลยแม้แต่เพียงนิด ทำเอา "พุทธวงศ์" แทบจะผงะหงายหลังออกมาไม่ทันเลยทีเดียวว่า

"ครูบาพรหมจักรน่ะ เย็นยิ่งกว่าน้ำแข็งอีกน๊ะ..!!!???!!!"

เมื่อได้ฟัง "พุทธวงศ์" ก็แทบสะดุ้งเฮือก..!!!!!

"โดน" เข้าให้แล้ว....

"เต็มๆ จะๆ" เลย.......

หลวงปู่รู้เรื่อง "น้ำแข็ง" ได้อย่างไร..????

ภาพไฟที่โชนไหม้เมรุและสรีระของครูบาพรหมจักร วันพระราชทานเพลิง อันได้ก่อตัวเป็นรูป "พระนั่งสมาธิกลางกองกูณฑ์" อย่างน่าตื่นใจยิ่งนี้ ซึ่ง "พุทธวงศ์" ถ่ายไว้ได้ด้วยตนเอง (ก่อนขึ้นไปถ่ายรูปพระธาตุ 4 ครูบา ซึ่งได้นำมาเป็นแบบต้นร่างของ "พระสุธรรมเจดีย์" ในกาลต่อมา) ก็เพิ่งจะนำมาเปิดเผยแสดงเป็นการสาธารณะให้โอกาสนี้อีกเช่นเดียวกัน

หมายเหตุ : เรื่อง "เย็นกว่าน้ำแข็ง" ที่แม้จะเป็นเรื่องประสบการณ์อภินิหารแห่งอภิญญาญาณของหลวงปู่สิม พุทฺธาจาโรเกือบตลอด แต่ก็เกี่ยวเนื่องเป็นเชิงยกย่อง ในอัจฉริยคุณอันยอดเยี่ยม ของครูบาพรหมจักร ที่หลวงปู่สิมท่านพูดกับปากของท่านเองดังนี้  เป็นเรื่องที่ "พุทธวงศ์" ไม่เคยเปิดเผยในสื่อที่ไหนมาก่อน

คงเก็บงำเงียบๆ มาเนิ่นนานถึงกว่า 17 ปีเต็มๆ

เพิ่งจะนำมาแสดงเป็นวาระแรกสุดให้ปรากฏต่างเครื่องสักการบูชาไหว้สาถวายแด่ "หลวงพ่อพระพุทธบาทตากผ้า" เนื่องในวันคล้ายวันมรณภาพของ (17 สิงหาคม) นี้เป็นกรณีพิเศษโดยเฉพาะเท่านั้น

ขออำนาจแห่งคุณพระศรีรัตนตรัย อันมีพระพุทธ พระธรรม พระอริยสงฆ์เป็นที่ตั้ง จงดลบันดาลให้ชื่อเสียงเกียรติคุณและคุณธรรมสัมมาปฏิบัติอันไม่มีใดเทียบได้ของพระสุพรหมยานเถร (พรหมา พรหมจักโก) วัดพระพุทธบาทตากผ้า ต.มะกอก อ.ป่าซาง จ.ลำพูน จงบันลือลั่นภิญโญยิ่งๆ ขึ้นไปตามกาลเวลาที่ผ่านพ้น และสถิตสถาพรอยู่คู่กับแผ่นดินแผ่นฟ้า เป็นมหาสิริมงคลอันยิ่งแก่ชาติบ้านเมืองและโลกทั้งสิ้นสืบต่อไปมิรู้สิ้นสูญเที่ยงแท้ด้วยเทอญฯ

จดหมายเหตุ ครูบาพรหมจักร วัดพระพุทธบาทตากผ้า
จากเวบ phuttawong.net >> จดหมายเหตุพุทธวงศ์ 
โพสท์โดย เนาวสถิตย์ เมื่อ: 17 สิงหาคม 2552 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น